[Hello] ประกาศย้ายบ้านค่ะ ...
Heart's Tales_16
Heart's Tales_15
Heart's Tales_14
Heart's Tales_13
Heart's Tales_12
Heart's Tales_11
Heart's Tales_10
Heart's Tales_09
Heart's Tales_08
Heart's Tales_07
Heart's Tales_06
Heart's Tales_05
Heart's Tales_04
Heart's Tales_03

1 | 2 |>>


All (17)
default (17)



สมัครสมาชิก | Login


All (0)
default (0)



Kiraz 's Fix
KyuMin Board
SM FIX
Order Fix
MidnightFix



Heart's Tales_03
2006-09-10 08:26:06

“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
 
เสียงนุ่มหูดังมาจากริมฝีปากที่จ่อกับขมับของผม ไม่มีอารมณ์ใดในน้ำเสียงนั้น.....นอกจากความห่วงใยจางๆที่ผมพอจะสัมผัสได้ เจ้าของเสียงละมือออกจากร่างผมถอยไปยืนมองเงียบๆ เมื่อเห็นว่าผมยังยืนอึ้งไม่พูดไม่จา หมอนั่นก็ยิ้มให้
 

ช่างเป็นยิ้มที่ให้ความรู้สึกดีอะไรแบบนั้นนะ เหมือนเวลาเรายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กว้างสุดลูกหูลูกตาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงยังไงยังงั้นเลย ไม่ได้พูดเกินไปนะ แต่ผมเป็นแบบนั้นจริงๆ ผู้มีพระคุณของผมให้ความรู้สึกสดชื่นปนความอ่อนโยนแบบที่หาได้ยากจากผู้ชายทั่วไปในท้องตลาดบ้านเรา

และคงจะดีกว่านี้ ถ้าหมอไม่กวนโอ๊ยแบบที่ผ่านมา

“ขอบใจ” ผมบอกเสียงเบาพอกับการกระซิบ เจ้านั่นก็ยิ่งยิ้มกว้าง

“เจอกันสองครั้งก็มีเรื่องให้ฉันต้องหิ้วนายทั้งสองครั้ง ครั้งที่สามจะเป็นอะไรนะ” นั่นไง คิดยังไม่ทันจบ หมอก็เอาอีกละ ผมไม่น่าหลงไปกับหน้าตาหล่อๆนั่นเลย อุตส่าคิดว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ ช่วยเราเอาไว้ตั้งแต่ตอนเช้ายันบ่าย มาพูดแบบนี้กะจะไม่ให้ประทับใจกันเลยมั้งเนี่ย

“ขอบใจ ถ้ามันมีครั้งที่สามอีกนายก็ปล่อยฉันไปตามบุญตามกรรมแล้วกัน”

ผมบอกออกไปอย่างนั้นแล้วก็เดินขึ้นบันไดทีละสองขั้นไปเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้เหนื่อยแทบขาดใจอย่างนั้น ยามะพียังไม่ตามมา ผมได้ยินเสียงเจ้านั่นคุยอะไรกันกับฝ่ายนั้นแว่วๆก็ไม่รู้ ไม่อยากจะสนใจ ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่าไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนั้นอีกแม้แต่วินาทีเดียว

ไม่รู้เป็นอะไร อยู่ใกล้หมอนั่นทีไรมันทำให้ความมั่นใจในตัวเองของผมถดถอยลงทุกครั้ง

ไม่ดีหรอกแบบนี้ ผมไม่ชอบ ไม่สบายใจที่มันจะเป็นแบบนั้นด้วย

 

 

พวกเราใช้เวลาสองชั่วโมงที่เหลือก่อนห้องสมุดคณะสถาปัตย์ปิดค้นหาหนังสือที่ต้องการ แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้ง หนังสือรายการที่พวกผมต้องใช้มีนิสิตมายืมไปจนหมดก่อนหน้านี้เพียงวันเดียวและกว่าจะถึงกำหนดคืนก็อีกสองอาทิตย์ต่อไป ฮิโรกิเดาว่ากลุ่มที่ยืมไปคงเป็นเพื่อนๆจากคณะของพวกเราเอง พอรู้อย่างนี้ผมก็ยิ่งเซ็งจัด อุตส่าห์ถ่อสังขาร ขึ้นบันได เสี่ยงตายขึ้นมาจนถึงชั้นสามของตึกแต่กลับไม่ได้สิ่งที่ตั้งใจไว้ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าพวกผมจะไม่มีหนังสือไปทำรายงานส่งอาจารย์ให้ทันกำหนดในอาทิตย์หน้าน่ะสิ

 
 
 

                ผมทำหน้าม่อยเข้าไปคลอเคลียฮิโรกิแบบรู้ตัว เป็นเพราะผมลืมยืมหนังสือตั้งแต่เมื่อวานเลยทำให้งานของเพื่อนต้องเสียไปด้วย รู้สึกแย่ชะมัดเลย

                “ขอโทษนะฮิโระ เพราะฉันคนเดียวเลยงานนี้ อย่าโกรธเลยนะ”

                “ไม่ได้โกรธ แต่กำลังคิดว่าจะทำยังไงดี”

ฮิโรกิตอบเสียงแผ่ว ตามองอยู่ที่ปลายนิ้วเหมือนทุกครั้งที่เค้ากำลังใช้ความคิด

                “เราไปยืมคณะอื่นได้ไหม มันน่าจะมีเหมือนๆกันไม่ก็ซื้อเลย ร้านหนังสือแถวนี้ก็มีเยอะ”

                “ไม่ซื้อ หนังสือตั้งห้าหกเล่มแถมยังเป็นภาษาอังกฤษ ขืนใจกล้าซื้อได้เปลืองเงินตายชัก ถ้าจะไปยืมคณะอื่นมันก็ไม่มีให้หรอก ฉันเช็คมาแล้ว มันมีแค่ที่คณะเรากับสถาปัตย์เท่านั้น ก็ที่ไหนมันจะเรียนวรรณคดีกับทัศนศิลป์อีกล่ะ นอกจากสองคณะนี้”

                พอได้ยินชื่อวิชาที่ฮิโรกิย้ำมาอีกครั้ง บวกกับชื่อคณะที่มันแวบขึ้นมาพร้อมกัน ความจำของผมก็เหมือนจะถูกฟื้นขึ้นมาทันที และเหมือนยามะพีเองก็คิดเหมือนกันกับผม

                “พวก’ถาปัตย์” เจ้าตาโตพูดขึ้นลอยๆ มองหน้าผมแล้วก็ยิ้ม

                “ใช่แล้วฮิโระ พวกปีหนึ่ง’ถาปัตย์ก็ต้องเรียนตัวนี้เหมือนกันนี่ ทำไมเราไม่ขอยืมเค้าล่ะ”

                “เค้าก็ต้องใช้ของเค้าไม่ใช่เหรอ” ฮิโรกิย้อนถามเหมือนไม่แน่ใจ กระนั้นความหวังอันน้อยนิดของพวกเราก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมๆกัน ยามะพีเลยเสนอทางเลือกใหม่ล่าสุดให้

                “ถ้าปีหนึ่งมันใช้ ทำไมไม่ลองถามพวกรุ่นพี่ปี.....สูงๆดูล่ะ เผื่อจะมีใครเก็บไว้”

                “อืม ก็นะ ลองถามกันดู แต่ไม่รับปากนะว่าจะได้ ขอโทรถามดูก่อน”

                พูดไม่ทันจบฮิโรกิก็เลี่ยงออกไปทางหนึ่ง ก็ไปคุยโทรศัพท์นั่นแหละ แต่ทำไมต้องทำท่ากระซิบกระซาบแบบนั้นด้วยก็ไม่รู้ ทิ้งให้ผมเท้าคางมองหน้ากับยามะพีอยู่ที่โต๊ะกันแค่สองคน

                “นายว่าเค้าจะมีให้เรายืมมั้ย”

                “ไม่รู้สิ ว่าแต่ตอนที่นาย.....สะดุดน่ะ.....ไม่ได้เจ็บตรงไหนอีกใช่ไหม”

                หมอเปลี่ยนเรื่องเร็วเสียจนผมแทบตามไม่ทัน พอยามะพีทักผมก็ก้มลงคลำข้อเท้าโดยอัตโนมัติ ตอนแรกไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเจ็บหรอกแต่พอเพื่อนทักแบบนี้มันก็ชักจะแปลบๆขึ้นมาเหมือนกันแฮะ แหมโรคสำออยนี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

                “ไม่เป็นอะไรหรอก....มั้ง แค่ขัดๆนิดหน่อย”

                “ขอดูหน่อยซิ เผื่อไว้ก่อน เกิดเอ็นพลิก ข้อเท้าอักเสบขึ้นมาจะแย่เอา”

                ผมยื่นเท้าออกไปพาดม้านั่งตัวที่เจ้าพีนั่งอยู่ เจ้านั่นอาศัยความรู้รอบตัวที่เติบโตมาในครอบครัวคุณหมอทั้งบ้าน จับๆนวดๆข้อเท้าผมเดี๋ยวเดียวก็พยักหน้าให้ รายงานอาการด้วยประโยคเดียวกับผมเด๊ะ

                “ไม่เป็นไรหรอก...มั้ง”

                “อ่าว ยามาชิตะ ไหงกวนกันหน้าซื่อๆงี้ล่ะ” เจ้านั่นผลักผมจนหน้าหงาย

                “ไม่ได้กวน มันไม่เป็นไรจริงๆ คราวหลังก็ระวังหน่อยละกัน เฮ้อ นายนี่มันสุดยอดของความเบอะจริงๆ สะดุดที่ไหนไม่สะดุดดันไปสะดุดบันไดแดง”

“แล้วทำไม”

“ก็สะดุดไปแบบนั้นนาย ไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างในตำนานที่เค้าเล่ากันมาบ้างเหรอคาเมะ”

                “ตำนาน.....ตำนานอะไร..........อ้อ.........”

เออนะ ผมลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิทเลย แหม ก็เมื่อกี้ผมตกใจเสียจนขวัญหายไปเยอะ อะไรที่มันฟังผ่านๆหูไปเลยไม่ได้ติดในใจ พอยามะพีมาพูดถึงโดยไม่ย้ำกันก่อนแบบนี้ ผมก็งงสิครับ

                “ไอ้ตำนานเนื้อคู่อะไรของนายนั่นน่ะเหรอ”

                “ใช่ มองใครในคณะนั้นไว้หรือยังล่ะ อุตส่าห์ได้สะดุดทั้งที” เหวยๆ ได้ทีปุ๊บ มันประชดปั๊บเลยเว้ย ผมยันเท้าที่พาดไว้กับต้นขามันไปพอรู้สึก

                “ไอ้บ้า แค่เรื่องเล่าต่อๆกันมา ไม่ต้องดึงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย”

                “ทำเป็นพูดไป เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อเค้าห้ามลบหลู่”

                “ยืนยันมั่นใจแบบนี้ แสดงว่าเคยพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้วล่ะสิ”

                ผมหัวเราะเสียงก้องเมื่อเห็นเจ้าเพื่อนสนิทมันตวัดตามองมาเหมือนจะปราม ไม่รู้ว่าเพราะถูกแทงเข้าใจดำหรือเป็นเพราะมันระอาที่จะต่อปากต่อคำกับคนที่ไร้ความเชื่อเรื่องพรหมลิขิตแบบผม ยามะพีเลยปิดประเด็นนี้แบบไม่มีการซักไซ้ให้ยืดยาวกันอีก
 

               

                “ได้เรื่องว่าไงมั่ง”

                ความจริงแล้วได้เห็นรอยยิ้มของฮิโรกิ ผมก็พอเดาได้แล้วล่ะว่าข่าวเรื่องหนังสือของพวกเราคงเป็นบวกมากกว่าลบ เมื่อฮิโรกิยักคิ้วให้ก็เป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อย

                “แต่เรียวจังมีแค่สองสามเล่มนะ เค้าเลยลองขอยืมเพื่อนในกลุ่มให้ก็โอเค ได้มาเพิ่ม รู้สึกเหมือนจะมีเล่มอื่นๆที่พอจะใช้เสริมเนื้อหารายงานของเราได้ด้วย หมดห่วงเรื่องหนังสือได้แล้ว”

                “ไชโย ฮิโระเก่งที่สุดเลย” ผมร้องออกมาอย่างโล่งใจ โผเข้ากอดรัดฮิโรกิอย่างซาบซึ้ง การมีเพื่อนประเสริฐมันดีแบบนี้เอง ฮิโรกิที่ทั้งหน้าตาดี ทั้งฉลาด ติวก็เก่ง ลายมือก็อ่านง่าย แถมยังช่วยแก้ปัญหาให้ตลอด

ท่านขงจื้อครับ ผมจะไปหาเพื่อนที่ดีแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก

“ไม่ต้องมาประจบเลยคาเมะ โทษฐานที่นายทำให้เราเสียเวลารวบรวมข้อมูลไปครึ่งวัน นายจะต้องไปเอาหนังสือเล่มที่เหลือมาจากเพื่อนของเรียวจัง แล้วก็......สรุปเนื้อหาส่วนที่สองของรายงานมาให้ฉันก่อนวันศุกร์หน้าโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น มีปัญหาอะไรไหม”

“จะมีปัญหาอะไรได้” เสียงเจ้าคนแก้มบวมมันซ้ำเติมแว่วๆอยู่ข้างหู

ผมได้แต่ครางอยู่ในอก โหย ขู่ทั้งเสียง ข่มทั้งตาแบบนี้ใครจะกล้ามีปัญหากับฮิโระกันเล่า ผมทำปากยื่น แอบบ่นพึมพำพอเป็นพิธีแล้วก็ต้องยอมรับการลงโทษของฮิโรกิอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมรู้ดีว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้งานกลุ่มล่าช้า การแสดงความรับผิดชอบในส่วนนี้ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว

“ฉันต้องไปเอาหนังสือได้ที่ไหนล่ะ”

พอผมถามออกไป ฮิโรกิก็ส่งกระดาษที่มีหมายเลขโทรศัพท์มือถือเด่นหรามาให้ สงสัยเป็นเบอร์ที่เจ้าตัวได้มาจากเพื่อนรุ่นพี่ที่ชื่อเรียวจังคนนั้นเหมือนกันละมั้ง

“เบอร์เพื่อนเรียวจัง นายโทรไปขอนัดเวลากับเค้าเองก็แล้วกันนะ พี่เค้าใจดีไม่กัดหรอก”

“คนนี้เหรอที่บอกว่ามีหนังสือให้เรายืมน่ะ” ฮิโรกิยิ้มบาง

“ใช่ ปีห้าเหมือนเรียวจังนั่นแหละ เก่งทั้งภาคทฤษฏี ภาคปฏิบัติเลยบอกให้”

“พวกหนอนหนังสือ แว่นหนาเตอะ เชิ้ตลายหมากรุก ติดกระดุมถึงคอแน่เลย”

ยามะพีหัวเราะพรืดแทบสำลักชาเขียวใส่หน้าผม โชคดีที่ผมหลบทัน ไม่งั้นคงได้ติดโรคตาโตแก้มป่องจากเจ้านั่นเป็นแน่ เราสองคนหัวเราะอย่างขันๆ แต่ฮิโรกิดันไม่ขำตาม
 
“เจอตัวจริงแล้วค่อยมาวิจารณ์ ถึงตอนนั้นฉันจะยอมนั่งฟัง”
 
“ได้ แล้วจะให้โทรไปหาคนที่ชื่ออะไรล่ะ เจ้าของเบอร์นี้น่ะ” ผมหัวเราะลงคอ กรีดกระดาษแผ่นเล็กเล่นขณะที่กำลังบันทึกเบอร์ไว้ในมือถือของตัวเอง กับผู้มีพระคุณคนนี้กะจะให้เป็นเบอร์แรกในลิสต์เลยนะ ขอบอก
 
ฮิโรกิยิ้ม เคาะปากกากับปลายจมูกผม ย้ำเสียงราวกับกลัวว่าผมจะลืม
 
 
“……อาคานิชิ.......”
 
 

“รุ่นพี่คนนั้นชื่ออาคานิชิ จิน.....จำไว้......”

 





พรหมลิขิตอีกแล้วครับท่าน
หรือคนแต่งตั้งใจไม่ยู้55
ตำนานต้องเปนจิงกะคาเมะแน่เลยยย
สาหนุกอ่า อิอิ
by : minako [2006-09-28 17:40:55]


จินนี่กวนประสาทได้ที่เลยแฮะ ดูน้องเมะสิ หัวเสียไปแล้วสิ
คำขอบคุณก็ไม่มีคริๆๆ
เหมือนจินแกล้งน้องเค้าเลยนะเนี่ย ฮึๆๆๆ
แต่เมะก้อกวนประสาทต่อ ชอบจิงเลยยยย ต่อปากต่อคำกันแบบนี้อ่ะ
แล้วเน่ เอาน่า ยังไงก็บันไดแดง ตำนานๆๆๆ อย่าลืมนะจ๊ะ
รุ่นน้องที่น่ารักคริๆๆ
by : akachan [2006-10-04 10:50:16]


โหย...รอมานานแล้วกับตอนนี้ จินดูเป็นคนอบอุ่นมั่กๆเลยค่ะ คาเมะก็น่ารักดี...มาต่อเร็วน่ะค่ะ..จะรอค่ะ



by : shigekoy [2006-12-03 19:48:21]


สงสัยว่าตำนานจะเป็นจริง พรหมลิขิตจริงๆค่ะ จะได้เจอจินคุงอีกแล้ว 55
by : iris [2006-12-25 18:55:30]


โฮๆะแบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตบวกกับมีเพื่อนดีคอยส่ง
by : pink75 [2006-12-27 12:43:14]


part 3
wowow

chance ga kita.. !!
by : namjinme [2006-12-27 13:01:19]


กรี๊ดๆๆ
พรหมลิขิตบันดาลชักพา
อ๊ากก
อ่านไปเขิลไป อนึ่งเปงคาเมะซะเอง 55+
by : kazuyako [2006-12-27 23:50:21]


กรี๊ดกร๊าดอีกสักรอบอะไรจะบุพเพขนาดนั้น

อิจฉาคาเมะรึจินดีล่ะเนี่ย

แต่ฮิโระนี่เก่งเน๊อะ มีฟนดีเดาว่าเรียวมีชัยไปกว่าครึ่งเน๊อะนี่

แต่ยามะพีชอบครายอ่ะค่ะลุ้นมากมายไม่ใช่จินน๊า
by : ploy [2007-01-04 14:57:47]


กรี๊ดดดด ฮิๆๆๆ คาเมะน่ารักอ่ะ แต่แบบว่าเหมือนเป็นคนเบอะๆๆไงก็ไม่รู้ ฮิๆๆ
จะได้เจอรุ่นพี่ที่ใจดีแล้วน้า ฮ่าๆๆๆๆ
by : aiai [2007-01-11 02:07:34]


ชอบบบบบบบบบบ

เมะเจอจินอีกจะเปนไงอ่ะเนี่ย
by : kopok [2007-01-11 19:46:30]


แบบว่าแอบรักเมะเลย
by : yuki [2007-01-26 13:24:04]


สุดยอดไปเลย....แบบว่านะพรมลิขิตบันดาลชักพา....เหอะๆๆๆ น่ารักมากๆๆเลยค่ะ
by : jink [2007-03-11 22:29:40]