[Hello] ประกาศย้ายบ้านค่ะ ...
Heart's Tales_16
Heart's Tales_15
Heart's Tales_14
Heart's Tales_13
Heart's Tales_12
Heart's Tales_11
Heart's Tales_10
Heart's Tales_09
Heart's Tales_08
Heart's Tales_07
Heart's Tales_06
Heart's Tales_05
Heart's Tales_04
Heart's Tales_03

1 | 2 |>>


All (17)
default (17)



สมัครสมาชิก | Login


All (0)
default (0)



Kiraz 's Fix
KyuMin Board
SM FIX
Order Fix
MidnightFix



Heart's Tales_04
2006-09-10 08:28:45

(( ชื่อจำง่ายดี ))

 
 
 

                นั่นคือความคิดแรกที่ชื่อนั้นแว่บเข้ามาในความคิดของผม ชื่อสั้นๆ เรียกง่ายแถมยังความหมายดีอีก ถ้ารุ่นพี่คนนี้นิสัยดีอย่างผลการเรียนก็ดีน่ะสิ

                ฮิโรกิแจกแจงงานเรียบร้อยก็ย้ำหน้าที่ของผมอีกครั้ง

                “อย่าลืมโทรหารุ่นพี่อาคานิชินะคาเมะ จะโทรตอนไหนก็ตามใจ อยากงานเสร็จเร็วก็โทรเร็วๆ ถ้าอยากให้ไฟลนตูดอย่างคราวที่แล้วอีกก็รอไป”

                “รู้แล้วน่า เดี๋ยวโทรเย็นนี้เลยอ่ะ”

                “ดีมาก ว่าง่ายๆจะได้น่ารักๆ”

                “จิ๊” ผมส่งเสียงบอกให้รู้ว่าไม่ค่อยชอบใจกับคำหลอกล่อของเค้านัก ฮิโรกิยิ้มหวานจุ๊บลอยลมใส่ผมทีหนึ่งแล้วก็เดินผิวปากแยกไปอย่างร่าเริง คราวนี้ก็เหลือแต่ผมกับยามะสองคน

                “นายจะไปช่วยฉันขนหนังสือใช่ไหมยามะ”

                ยามะพียิ้ม เกาหางคิ้วตัวเอง พูดไม่เป็นคำขึ้นมาเลยคราวนี้

                “ก็อยากจะช่วยหรอกนะ แต่วันนี้ฉันมีนัดต่อจากนี้น่ะสิ พรุ่งนี้ได้ไหมล่ะ”

                “ได้ไงล่ะ ไม่ได้ฟังที่เพื่อนนายขู่เมื่อกี้หรือไง” ผมบ่นอุบ “แต่ไม่เป็นไรหรอก นายไปเถอะ ฉันไปเองได้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ยามะพีโอบไหล่ผมไปใกล้ ทำเสียงออดอ้อนจนน่าดีดให้สักที

                “คาเมะที่รัก ขอโทษน๊า แต่นัดวันนี้มันเลื่อนไม่ได้จริงๆ”

                “รู้แล้ว จะไปไหนก็ไปเลยป่ะ เดี๋ยวฉันเปลี่ยนใจนายได้ผิดนัดแน่”

                เจ้าปลาทองมันยิ้มกว้างแล้วก็ยอมถอนใจหน้าจากไหล่ผมอย่างง่ายดาย เหอะ ทำเป็นพูดดี ความจริงแล้วอยากจะใส่เกียร์หนึ่งออกวิ่งเต็มแก่แล้วนะนั่นน่ะ

 

               
 
                แยกจากยามะมาได้ผมก็เดินเตะเศษใบไม้ออกมาจากคณะ ฤดูร้อนมันก็มีอะไรดีหลายอย่างถึงอากาศจะร้อนอบอ้าวแต่มันก็ยังมีลมเย็นๆ คอยพัดให้ชื่นใจได้บ้าง สีสันของต้นไม้ใบหญ้าก็สดใส ไม่อึมรึมเหมือนช่วงคาบเกี่ยวของฤดู ไม่ขาวโพลนไปหมดเหมือนในฤดูหนาว ผมรู้สึกว่าฤดูร้อนมันสดใส มีชีวิตชีวา อบอุ่นและครื้นเครงด้วยเสียงของสรรพสิ่งรอบตัว
 
 

มันไม่เหงา

แต่มันอาจจะเป็นแค่ความคิดของคนที่ไม่มีคู่แบบผมก็ได้

 
 
ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมองหน้าจอ ตอนนี้บ่ายสามโมง เหลือเวลาอีกมากมายกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนของผม ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะโทรไปหานายรุ่นพี่ของฮิโรกิเสียตั้งแต่วันนี้แต่มาคิดดูอีกทีก็อย่าเพิ่งดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรละกัน เว้นช่วงให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวสักนิด (เพื่ออะไร?)
 
พอมีเวลาว่างแล้ว สมองผมก็เริ่มคิดทันทีว่าเราควรจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ปกติแล้วถ้าเราเลิกเรียนเร็ว แล้วไม่มีใครมีนัดกับสาวๆหรือเพื่อนคนอื่นๆ พวกเราสามคนก็พากันไปเดินดูของแถวๆมหาวิทยาลัย อ้อ ลืมบอกไปมหาวิทยาลัยของพวกผมอยู่ในเขตเจริญมากครับ ล้อมรอบด้วยถนนสายช็อปปิ้งและร้านอร่อยๆของเมือง ว่างเมื่อไหร่ก็ละลายทรัพย์กันเมื่อนั้นทีเดียว
 

ซื้อของเสร็จเราก็มักไปต่อกันในร้านอาหาร หาของอร่อยๆยัดกะเพาะเติมพลัง จากนั้นอาจต่อด้วยคาราโอเกะ ไม่ก็ดูหนังที่ยามะพีมักอาสาเป็นคนเรื่องเรื่องที่จะดู แล้วก็ถูกใจผมทุกครั้งด้วยสิ

แต่นั่นมันเป็นโปรแกรมสำหรับเราสามคน

ตอนนี้มีผมยืนหัวโด่อยู่คนเดียวตรงนี้

จะทำอะไรดี?
 

ซื้อของก็เพิ่งซื้อไปเมื่อวันก่อน

ร้องเกะ.....ก็ไม่เวิร์ค แหกปากอยู่คนเดียวจะสนุกอะไร

กินข้าว......กลับไปกินที่บ้านดีกว่า ประหยัดตังค์ดี
 

แต่จะให้กลับไปตอนนี้มันก็ยังเร็วเกินไป ทะเล่อทะล่าเข้าไปตั้งแต่หัววันแบบนี้ เดี๋ยวแม่จะหาว่าผมผิดปกติขึ้นมาอีก แล้วตัวเลือกสุดท้ายของผมก็คือ ดูหนังนั่นแหละ ดีที่สุด!

                ตัดสินอนาคตของตัวเองได้แล้วก็เดินฮึมเพลงไปเรื่อย วันนี้อากาศดี อารมณ์ดีกะว่าจะเดินไปให้ถึงสถานีรถไฟเลยทีเดียว ผมตั้งใจไว้อย่างนั้น ถ้าดินฟ้าและอากาศไม่เล่นตลกกับผมเสียก่อน

                ฟ้าที่สว่างใสเมื่อครู่เริ่มครึ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ดวงอาทิตย์ที่เมื่อกี้ยังยิ้มแฉ่งกลับหลบลี้หนีหายเข้ากลีบเมฆไปเสียดื้อๆ สายลมอ่อนเบาของผมพัดแรงวูบขึ้นมาจนต้องหันหน้าหลบฝุ่นผงที่ปลิวฟุ้งทั่วบริเวณ
 
 

                อะไรกันวะเนี่ย!

                ฝนหลงฤดูหรือว่ายังไง

                ไม่มีใครให้คำตอบผมได้ นักศึกษาที่เดินไปมาอยู่แถวนั้นก็บางตาเหลือเกินเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ตอนแรกกะจะไปให้ถึงสถานีรถไฟแต่ตอนนี้เอาแค่วิ่งไปให้ถึงป้ายรถประจำทางที่เห็นลิบๆให้ทันก่อนที่จะเปียกก็พอ
 
 
 

 

                ซ่า!!!

 
 
                “เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ พายุหรือไงวะเนี่ย”
 
 

                ผมบ่นเบาๆกับตัวเอง สะบัดแขนขาไล่ความชื้นวุ่นวาย มองสายฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่วแล้วก็ต้องถอนใจ หมดกันแผนที่วางไว้ มันพร้อมใจกันตกลงมาแบบนี้อีกไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงโน่นแหละจะหยุด ผมหันมองซ้ายขวา กระแสลมไม่เบานักพัดเอาความชื้นในอากาศมากระทบใบหน้าเลยต้องดึงตัวเองให้หลบเข้าไปด้านในลึกขึ้น นั่งลงได้ไม่ถึงสองวินาที เสียงฝีเท้าของคนโชคร้ายกว่าผมก็วิ่งเร็วๆใกล้เข้ามา

 
 

                “............................”

 
 
                ผู้ชายตัวสูงกับการพบกันครั้งที่สามของวันทำเอาผมต้องเพ่งตามองเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป หมอนั่นจริงๆน่ะแหละ ถึงหัวหูจะเปียกมะล่อกมะแล่กเหมือนลูกหมาตกน้ำแต่ไอ้หน้าหล่อๆปากแดงๆ แบบนี้มันคงไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว.....มั้ง
 
                อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว มาถึงมันก็สะบัดๆผมแล้วก็ย่ำเท้าผ่านหน้าผมไปนั่งจนเกือบสุดอีกด้านหนึ่งของที่นั่ง ผมมองตามมันไปโดยไม่มีคำพูด มองหมอนั่นยกโทรศัพท์มากดรับเมื่อมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เพื่อมารยาทก็ต้องหันหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจเสีย แต่ตอนนี้ผมกำลังนั่งคิดอยู่ว่าผมควรจะทักมันก่อนดีไหมเลยได้แต่มองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบอยู่แบบนี้
 
                ถึงจะเจอกันแบบไม่เต็มใจให้เจอ แถมยัง......มีเรื่องให้ผมต้องเสียเชิงชายไปโขเมื่อตอนอยู่บนรถไฟ แต่ไอ้หล่อนี่ก็ช่วยผมไว้ทั้งสองครั้ง ยิ่งครั้งหลังเนี่ยถ้าไม่ได้หมอรับร่างผมไว้ตอนนี้ผมอาจจะไปนอนให้หมอเช็คสมองอยู่โรงพยาบาลไม่ได้มานั่งสำนึกบุญคุณมันแบบนี้
 
                เมื่อความเป็นคนดีในใจมันชนะ จังหวะเดียวกันกับที่หมอนั่นวางสายเก็บโทรศัพท์ไว้พอดี ผมเลยลุกเดินเข้าไปหาช้าๆ คนเรานะ....ผมอุตส่าห์ทอดฝีเท้าให้รู้แล้วว่าตั้งใจจะเข้าไปทัก แต่หมอนั่นกลับไม่ได้สำนึกเลยว่ามีใครกำลังรอให้ในเงยหน้ามามองอยู่ จนเมื่อผมไปหยุดอยู่ต่อหน้าจนเห็นขากางเกงยีนส์นั่นแหละ นายนั่นถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ
 
 
                “ไง”
 
                ผมถือคติเปิดก่อนได้เปรียบ ชิงทักมันก่อน เจ้านั่นทำหน้าเหมือนจะงงแต่ก็ยอมทักตอบ
 
 
                “ไง”
 
 
                แค่เนี้ย!! ท่านคาซึยะอุตส่าห์เมตตา ลดตัวลงมาทักทายก่อนแต่หมอนี่กลับตอบมาแค่เนี้ย แล้วแบบนี้ผมจะเอาอะไรมาต่อวะ ผมถอนใจแรงแล้วก็นั่งลงข้างๆหมอแบบไม่ต้องเสียเวลาขอ ยัดผ้าขนหนูผืนเล็กที่พกติดตัวประจำใส่มือขาวๆของอีกฝ่าย แล้วก็บอกเสียงเรียบ
 
 

                “เช็ดผมซะ ฉันให้ยืม”

                “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็แห้งแล้ว นายเก็บไว้ใช้เองดีกว่า” มือขาวยื่นผ้าคืนมา ผมเลยจิ๊ปากตอบให้

                “ฉันไม่เปียก นายนั่นแหละต้องเช็ด แล้วก็ไม่ต้องเถียงด้วย ฉันแค่ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร”

                หมอนั่นทำตาปริบๆอยู่แค่นับหนึ่งถึงสามก็พยักหน้ารับช้าๆ ใช้ผ้าขนหนูขนฟูของผมซับความชื้นจากแก้มก่อนเป็นที่แรก ผมปัดผมที่ตกลงมาให้พ้นหน้า มองคนข้างตัวเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองแล้วก็ให้นึกถึงความลำเอียงของเบื้องบนขึ้นมาตะหงิดๆ
 
                ทำไมฟ้าถึงให้อะไรคนเราไม่เท่ากันนะ
 
                ดูอย่างหมอนี่สิ รูปหล่อ...หล่อมากๆด้วย ดวงตาหมอเป็นสีดำสนิท หน่วยตายาว เวลาที่เจ้าตัวมันทอดสายตามองสายฝนแบบนี้มันเซ็กซี่จนผมต้องหันหน้าหนี จมูกมันก็โด่งสวย ริมฝีปากได้รูป อิ่มตึงแถมยังมีสีแดงสดราวกับเลือด เวลาที่แต้มด้วยรอยยิ้มบางเบาแบบนี้ มันน่ามองพิลึก!
 
                “ยิ้มอะไร”
 
                ผมถามออกไปทันทีที่สำนึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งมองสายฝนไป ยิ้มไป มันอารมณ์ดีอะไรของมันหรือเห็นว่าผมกำลังแอบมองอยู่ ไม่หรอกก็อีกฝ่ายกำลังนั่งหันข้างให้ผมนี่ จะมาเห็นได้ยังไงว่ากำลังโดนผมมองสำรวจอยู่ ผมจิ๊กปากเมื่อเจ้านั่นยังยิ้มไม่เลิก กระตุกผ้าในมือมันแรงๆเหมือนจะเอาเรื่องถ้ามันไม่ยอมตอบผมดีๆ
 

                “ถามว่ายิ้มอะไร”

                “ก็เขินนี่” มันลูบท้ายทอยเหมือนทำตัวไม่ถูก ผมเลยยิ่งสงสัย

                “เขินอะไรล่ะ”

                “ก็นายมองอะไรล่ะ อยู่ๆมานั่งจ้องกันแบบนี้ ฉันก็เขินเป็นนะ”

                “ไอ้บ้า”

                ตอบแบบนี้แสดงว่ามันรู้ตัวว่าถูกผมแอบมองมาตั้งแต่ต้น เหอะ แล้วก็แกล้งปั้นหน้าเฉยมาตั้งนานนะ ผมหันหน้าหนี แต่ก็ยอมรับไปตามตรง

                “ใครใช้ให้นายหน้าตาดีล่ะ ภูมิใจล่ะสิมีคนมานั่งชมแบบนี้น่ะ”

                “เวลาถูกผู้ชายด้วยกันชม นายภูมิใจไหม”

                “ถามทำไม”

                “อยากรู้”

                “ก็แล้วแต่ว่าจะชมว่ายังไง ถ้าหล่อหรือเท่ก็ดีไป แต่ถ้าใครมันเจือกสะแหลนพูดว่าฉันน่ารักล่ะก็บอกมันเก็บปากไว้กินข้าวดีกว่า” อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ แล้วมันก็เงียบต่อไป ผมเองก็เริ่มรู้สึกว่าการนั่งรอฝนหยุดตกเนี่ยมันเสียเวลาโดยใช่เหตุ เลยล้วงโทรศัพท์ออกมาจากเป้ โทรหารุ่นพี่คนนั้นตอนนี้เลยดีกว่า

                “นายก็เรียนที่นี่เหรอ”

                เสียงทุ้มถาม ผมกำลังง่วนกับการกดหาเบอร์โทรก็ครางตอบรับไปสั้นๆ

                “อยู่ปีอะไรแล้ว”

                “ปีหนึ่ง นายล่ะ อย่าบอกนะว่าปีเดียวกัน”

                ผมถามกลับพลางแนบโทรศัพท์กับหู หมอนั่นแค่ยิ้ม เห็นว่าผมกำลังต่อสายเลยหุบปากเงียบเช็ดผมไปพลางๆ เสียงเพลงรอสายของรุ่นพี่อาคานิชิ จินเป็นเพลงสากลยุคเก่าที่ผมเองก็ชอบมาก นึกอยากให้เจ้าของเครื่องติดธุระรับสายไม่ได้ตอนนี้ ผมจะได้ฟังมันไปเรื่อยๆ เพลงเพราะๆแบบนี้ เข้ากับบรรยากาศตอนฝนตกดีออก

                แต่ความหวังของผมเป็นอันต้องถูกขัดด้วยเสียงนุ่มๆที่ดังตอบกลับมา
 
                “โมชิ โมชิ จินพูด”
 
                “เอ่อ......รุ่นพี่อาคานิชิใช่ไหมครับ คือ ผมคาเมนาชิ คาซึยะครับ ผมเป็นเพื่อนของฮิโรกิ ที่บอกว่าจะขอยืมหนังสือเรียนวิชาวรรณคดีกับทัศนศิลป์ของรุ่นพี่น่ะครับ ไม่ทราบว่ารุ่นพี่นิชิกิโดบอกรุ่นพี่หรือยังครับว่าผมจะโทรมา........ฮัลโหล ได้ยินไหมครับ”
 
                ไม่มีการตอบรับจากปลายสาย ผมนิ่วหน้า มองหน้าจอสัญญาณก็ชัดเจน สายก็ยังไม่หลุด ผมยังได้ยินเหมือนเสียงฝนตกจากปลายสายด้วยซ้ำ ผมกรอกเสียงลองดูอีกครั้ง
 
 
                “ฮัลโหล รุ่นพี่ ได้ยินไหมครับ”
 
 
                “ได้ยิน”
 
 

                คราวนี้เสียงนั้นชัดเจนจนผมต้องชะงัก หันไปมองคนข้างตัวช้าๆ เจ้านั่นเลิกเช็ดผมแล้ว ผ้าขนหนูผืนเล็กพาดอยู่บนไหล่กว้าง ในมือหมอนั่นมีโทรศัพท์แบบพับได้เปิดค้างอยู่ ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกจนเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองให้ผมดูเต็มๆตา ตัวอักษรภาษาอังกฤษมันทำให้ผมต้องสะกดทีละคำช้าๆ

 
 
                คาเมะจัง!!!
 

 

                เฮ่ย!! ใครเอาชื่อผมไปโชว์หราอยู่ในนั้นวะ





เมะจ๋า เวลาคุยเนี้ยไม่ได้ยินเสียงคนข้างๆลยหรอ55
จินตั้งชื่อว่าคาเมะจังด้วยอ่ะ
น่ารักเชียว
ไปอ่านต่อแล้วนะค้าบ
by : minako [2006-09-28 17:50:18]


หูว หวานขนาดนี้คนอ่านก็ไม่ไว๋แล้วนะคะ ใจละล๊าย ละลายไปกับจินแล้วน้าคะเนี่ย ฮึๆคาเมะจังก็
ไม่มีแบบว่าแอบรงแอบรักบ้างเลยช่ายมะเนี่ย หึๆ จินมีแอบเขินด้วยเหอะ ผช.มองกันไม่เขินหรอ
(ผช.หน้าสวยอย่างคาเมะแบบนี้ด้วยแล้วละก็...)
by : akachan [2006-10-04 10:54:22]


อ๊าย !! คาเมะชมจินซะอย่างงี้เลยเหรอ ? อิอิ

นั่งอยู่ใกล้กันแท้ ๆ .. นู๋เมะ ^^''

น่ารักจิง ๆ อ่ะ ชอบ ๆ *
by : dashiiz [2006-10-20 10:52:39]


คาเมะน่ารักชะมัดเลยค่ะ ชมกันซึ่งๆหน้าเลยนะ

จินขำดี ชอบๆค่ะ

ชอบตอนโทรศัพท์ด้วย น่ารักมากๆเลยค่ะ
by : i r is [2006-12-25 18:59:31]


ขอโทษค่ะ เม้นผิดตอน อันบนเป้นของตอน 3 นะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ
by : i r i s [2006-12-25 19:00:20]


อ๊าก ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย

ตกลงว่ามันเป้นเม้นของตอน 4 แหละค่ะ เรา freak ไปแล้ว ขอโทษมากๆจริงๆนะคะ
by : i r i s [2006-12-25 19:01:06]


โหคาเมะนึกสภาพไม่ออกเลยว่าจะทำหน้ายังงัย ทีนี้ตัวจริงเสียงจริง
by : pink75 [2006-12-27 12:55:12]


kawaiine

Jin kun kawaiinaa ^^
by : namjinme [2006-12-27 13:15:31]


น่าร๊กกกก
นู๋ละลายไปล่ะ
หวานมากๆๆเลย
ชอบจัง
by : kazuyako [2006-12-28 00:01:07]


narak Mak2

Huuuuuu

^---^


by : kabankz [2006-12-28 20:51:19]


เฮือกอ่านไปลงแดงไป้วยเจ้าค่ะ

น่ารักมากมายอ่ะ

บังเอิญหรือจงใจติดฝนที่เดียวกันด้วยอ่ะ

จินก็เขินน่ารักเชียวมีการเขินอาย(เป็นด้วยรึเจ้า)

อ่านต่อๆๆๆไม่ไหวแล้วจะบ้าน่ารักมากค่ะเรื่องนี่
by : ploy [2007-01-04 15:06:23]


คาเมะนี่เอ๋อจิงๆเลย ฮิๆๆๆๆๆๆๆ
by : aiai [2007-01-11 02:18:54]


โรแมนติกมากๆๆๆๆๆเลยอะ.....อะไรจะน่ารักโรแมนติกแบบนี้น้า...จินก็เท่ห์มาเชียว
ว่าแต่คาเมะจังก็นะห้าวซะ....น่ารักดีค่ะ....(แอบสงสัยอะ คาเมะเรียนคณะอะไรอะ...)
by : jink [2007-03-11 22:57:33]


น่ารัก น่ารักมากๆๆๆๆ โรแมนติกสุดๆๆไปเลยอะ....แบบว่านะจินเรื่องนี้เป็นอะไรที่เท่ห์
ดูดีมากๆๆๆๆเลยอะ....
by : Jink [2007-03-11 23:33:44]