Heart's Tales_04
2006-09-10 08:28:45
(( ชื่อจำง่ายดี ))
นั่นคือความคิดแรกที่ชื่อนั้นแว่บเข้ามาในความคิดของผม ชื่อสั้นๆ เรียกง่ายแถมยังความหมายดีอีก ถ้ารุ่นพี่คนนี้นิสัยดีอย่างผลการเรียนก็ดีน่ะสิ
ฮิโรกิแจกแจงงานเรียบร้อยก็ย้ำหน้าที่ของผมอีกครั้ง
อย่าลืมโทรหารุ่นพี่อาคานิชินะคาเมะ จะโทรตอนไหนก็ตามใจ อยากงานเสร็จเร็วก็โทรเร็วๆ ถ้าอยากให้ไฟลนตูดอย่างคราวที่แล้วอีกก็รอไป
รู้แล้วน่า เดี๋ยวโทรเย็นนี้เลยอ่ะ
ดีมาก ว่าง่ายๆจะได้น่ารักๆ
จิ๊ ผมส่งเสียงบอกให้รู้ว่าไม่ค่อยชอบใจกับคำหลอกล่อของเค้านัก ฮิโรกิยิ้มหวานจุ๊บลอยลมใส่ผมทีหนึ่งแล้วก็เดินผิวปากแยกไปอย่างร่าเริง คราวนี้ก็เหลือแต่ผมกับยามะสองคน
นายจะไปช่วยฉันขนหนังสือใช่ไหมยามะ
ยามะพียิ้ม เกาหางคิ้วตัวเอง พูดไม่เป็นคำขึ้นมาเลยคราวนี้
ก็อยากจะช่วยหรอกนะ แต่วันนี้ฉันมีนัดต่อจากนี้น่ะสิ พรุ่งนี้ได้ไหมล่ะ
ได้ไงล่ะ ไม่ได้ฟังที่เพื่อนนายขู่เมื่อกี้หรือไง ผมบ่นอุบ แต่ไม่เป็นไรหรอก นายไปเถอะ ฉันไปเองได้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ยามะพีโอบไหล่ผมไปใกล้ ทำเสียงออดอ้อนจนน่าดีดให้สักที
คาเมะที่รัก ขอโทษน๊า แต่นัดวันนี้มันเลื่อนไม่ได้จริงๆ
รู้แล้ว จะไปไหนก็ไปเลยป่ะ เดี๋ยวฉันเปลี่ยนใจนายได้ผิดนัดแน่
เจ้าปลาทองมันยิ้มกว้างแล้วก็ยอมถอนใจหน้าจากไหล่ผมอย่างง่ายดาย เหอะ ทำเป็นพูดดี ความจริงแล้วอยากจะใส่เกียร์หนึ่งออกวิ่งเต็มแก่แล้วนะนั่นน่ะ
แยกจากยามะมาได้ผมก็เดินเตะเศษใบไม้ออกมาจากคณะ ฤดูร้อนมันก็มีอะไรดีหลายอย่างถึงอากาศจะร้อนอบอ้าวแต่มันก็ยังมีลมเย็นๆ คอยพัดให้ชื่นใจได้บ้าง สีสันของต้นไม้ใบหญ้าก็สดใส ไม่อึมรึมเหมือนช่วงคาบเกี่ยวของฤดู ไม่ขาวโพลนไปหมดเหมือนในฤดูหนาว ผมรู้สึกว่าฤดูร้อนมันสดใส มีชีวิตชีวา อบอุ่นและครื้นเครงด้วยเสียงของสรรพสิ่งรอบตัว
มันไม่เหงา
แต่มันอาจจะเป็นแค่ความคิดของคนที่ไม่มีคู่แบบผมก็ได้
ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมองหน้าจอ ตอนนี้บ่ายสามโมง เหลือเวลาอีกมากมายกว่าจะถึงเวลาพักผ่อนของผม ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะโทรไปหานายรุ่นพี่ของฮิโรกิเสียตั้งแต่วันนี้แต่มาคิดดูอีกทีก็อย่าเพิ่งดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรละกัน เว้นช่วงให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวสักนิด (เพื่ออะไร?)
พอมีเวลาว่างแล้ว สมองผมก็เริ่มคิดทันทีว่าเราควรจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ปกติแล้วถ้าเราเลิกเรียนเร็ว แล้วไม่มีใครมีนัดกับสาวๆหรือเพื่อนคนอื่นๆ พวกเราสามคนก็พากันไปเดินดูของแถวๆมหาวิทยาลัย อ้อ ลืมบอกไปมหาวิทยาลัยของพวกผมอยู่ในเขตเจริญมากครับ ล้อมรอบด้วยถนนสายช็อปปิ้งและร้านอร่อยๆของเมือง ว่างเมื่อไหร่ก็ละลายทรัพย์กันเมื่อนั้นทีเดียว
ซื้อของเสร็จเราก็มักไปต่อกันในร้านอาหาร หาของอร่อยๆยัดกะเพาะเติมพลัง จากนั้นอาจต่อด้วยคาราโอเกะ ไม่ก็ดูหนังที่ยามะพีมักอาสาเป็นคนเรื่องเรื่องที่จะดู แล้วก็ถูกใจผมทุกครั้งด้วยสิ
แต่นั่นมันเป็นโปรแกรมสำหรับเราสามคน
ตอนนี้มีผมยืนหัวโด่อยู่คนเดียวตรงนี้
จะทำอะไรดี?
ซื้อของก็เพิ่งซื้อไปเมื่อวันก่อน
ร้องเกะ.....ก็ไม่เวิร์ค แหกปากอยู่คนเดียวจะสนุกอะไร
กินข้าว......กลับไปกินที่บ้านดีกว่า ประหยัดตังค์ดี
แต่จะให้กลับไปตอนนี้มันก็ยังเร็วเกินไป ทะเล่อทะล่าเข้าไปตั้งแต่หัววันแบบนี้ เดี๋ยวแม่จะหาว่าผมผิดปกติขึ้นมาอีก แล้วตัวเลือกสุดท้ายของผมก็คือ ดูหนังนั่นแหละ ดีที่สุด!
ตัดสินอนาคตของตัวเองได้แล้วก็เดินฮึมเพลงไปเรื่อย วันนี้อากาศดี อารมณ์ดีกะว่าจะเดินไปให้ถึงสถานีรถไฟเลยทีเดียว ผมตั้งใจไว้อย่างนั้น ถ้าดินฟ้าและอากาศไม่เล่นตลกกับผมเสียก่อน
ฟ้าที่สว่างใสเมื่อครู่เริ่มครึ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ดวงอาทิตย์ที่เมื่อกี้ยังยิ้มแฉ่งกลับหลบลี้หนีหายเข้ากลีบเมฆไปเสียดื้อๆ สายลมอ่อนเบาของผมพัดแรงวูบขึ้นมาจนต้องหันหน้าหลบฝุ่นผงที่ปลิวฟุ้งทั่วบริเวณ
อะไรกันวะเนี่ย!
ฝนหลงฤดูหรือว่ายังไง
ไม่มีใครให้คำตอบผมได้ นักศึกษาที่เดินไปมาอยู่แถวนั้นก็บางตาเหลือเกินเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ตอนแรกกะจะไปให้ถึงสถานีรถไฟแต่ตอนนี้เอาแค่วิ่งไปให้ถึงป้ายรถประจำทางที่เห็นลิบๆให้ทันก่อนที่จะเปียกก็พอ
ซ่า!!!
เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ พายุหรือไงวะเนี่ย
ผมบ่นเบาๆกับตัวเอง สะบัดแขนขาไล่ความชื้นวุ่นวาย มองสายฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่วแล้วก็ต้องถอนใจ หมดกันแผนที่วางไว้ มันพร้อมใจกันตกลงมาแบบนี้อีกไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงโน่นแหละจะหยุด ผมหันมองซ้ายขวา กระแสลมไม่เบานักพัดเอาความชื้นในอากาศมากระทบใบหน้าเลยต้องดึงตัวเองให้หลบเข้าไปด้านในลึกขึ้น นั่งลงได้ไม่ถึงสองวินาที เสียงฝีเท้าของคนโชคร้ายกว่าผมก็วิ่งเร็วๆใกล้เข้ามา
............................
ผู้ชายตัวสูงกับการพบกันครั้งที่สามของวันทำเอาผมต้องเพ่งตามองเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป หมอนั่นจริงๆน่ะแหละ ถึงหัวหูจะเปียกมะล่อกมะแล่กเหมือนลูกหมาตกน้ำแต่ไอ้หน้าหล่อๆปากแดงๆ แบบนี้มันคงไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว.....มั้ง
อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว มาถึงมันก็สะบัดๆผมแล้วก็ย่ำเท้าผ่านหน้าผมไปนั่งจนเกือบสุดอีกด้านหนึ่งของที่นั่ง ผมมองตามมันไปโดยไม่มีคำพูด มองหมอนั่นยกโทรศัพท์มากดรับเมื่อมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เพื่อมารยาทก็ต้องหันหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจเสีย แต่ตอนนี้ผมกำลังนั่งคิดอยู่ว่าผมควรจะทักมันก่อนดีไหมเลยได้แต่มองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบอยู่แบบนี้
ถึงจะเจอกันแบบไม่เต็มใจให้เจอ แถมยัง......มีเรื่องให้ผมต้องเสียเชิงชายไปโขเมื่อตอนอยู่บนรถไฟ แต่ไอ้หล่อนี่ก็ช่วยผมไว้ทั้งสองครั้ง ยิ่งครั้งหลังเนี่ยถ้าไม่ได้หมอรับร่างผมไว้ตอนนี้ผมอาจจะไปนอนให้หมอเช็คสมองอยู่โรงพยาบาลไม่ได้มานั่งสำนึกบุญคุณมันแบบนี้
เมื่อความเป็นคนดีในใจมันชนะ จังหวะเดียวกันกับที่หมอนั่นวางสายเก็บโทรศัพท์ไว้พอดี ผมเลยลุกเดินเข้าไปหาช้าๆ คนเรานะ....ผมอุตส่าห์ทอดฝีเท้าให้รู้แล้วว่าตั้งใจจะเข้าไปทัก แต่หมอนั่นกลับไม่ได้สำนึกเลยว่ามีใครกำลังรอให้ในเงยหน้ามามองอยู่ จนเมื่อผมไปหยุดอยู่ต่อหน้าจนเห็นขากางเกงยีนส์นั่นแหละ นายนั่นถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ
ไง
ผมถือคติเปิดก่อนได้เปรียบ ชิงทักมันก่อน เจ้านั่นทำหน้าเหมือนจะงงแต่ก็ยอมทักตอบ
ไง
แค่เนี้ย!! ท่านคาซึยะอุตส่าห์เมตตา ลดตัวลงมาทักทายก่อนแต่หมอนี่กลับตอบมาแค่เนี้ย แล้วแบบนี้ผมจะเอาอะไรมาต่อวะ ผมถอนใจแรงแล้วก็นั่งลงข้างๆหมอแบบไม่ต้องเสียเวลาขอ ยัดผ้าขนหนูผืนเล็กที่พกติดตัวประจำใส่มือขาวๆของอีกฝ่าย แล้วก็บอกเสียงเรียบ
เช็ดผมซะ ฉันให้ยืม
ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็แห้งแล้ว นายเก็บไว้ใช้เองดีกว่า มือขาวยื่นผ้าคืนมา ผมเลยจิ๊ปากตอบให้
ฉันไม่เปียก นายนั่นแหละต้องเช็ด แล้วก็ไม่ต้องเถียงด้วย ฉันแค่ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร
หมอนั่นทำตาปริบๆอยู่แค่นับหนึ่งถึงสามก็พยักหน้ารับช้าๆ ใช้ผ้าขนหนูขนฟูของผมซับความชื้นจากแก้มก่อนเป็นที่แรก ผมปัดผมที่ตกลงมาให้พ้นหน้า มองคนข้างตัวเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองแล้วก็ให้นึกถึงความลำเอียงของเบื้องบนขึ้นมาตะหงิดๆ
ทำไมฟ้าถึงให้อะไรคนเราไม่เท่ากันนะ
ดูอย่างหมอนี่สิ รูปหล่อ...หล่อมากๆด้วย ดวงตาหมอเป็นสีดำสนิท หน่วยตายาว เวลาที่เจ้าตัวมันทอดสายตามองสายฝนแบบนี้มันเซ็กซี่จนผมต้องหันหน้าหนี จมูกมันก็โด่งสวย ริมฝีปากได้รูป อิ่มตึงแถมยังมีสีแดงสดราวกับเลือด เวลาที่แต้มด้วยรอยยิ้มบางเบาแบบนี้ มันน่ามองพิลึก!
ยิ้มอะไร
ผมถามออกไปทันทีที่สำนึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งมองสายฝนไป ยิ้มไป มันอารมณ์ดีอะไรของมันหรือเห็นว่าผมกำลังแอบมองอยู่ ไม่หรอกก็อีกฝ่ายกำลังนั่งหันข้างให้ผมนี่ จะมาเห็นได้ยังไงว่ากำลังโดนผมมองสำรวจอยู่ ผมจิ๊กปากเมื่อเจ้านั่นยังยิ้มไม่เลิก กระตุกผ้าในมือมันแรงๆเหมือนจะเอาเรื่องถ้ามันไม่ยอมตอบผมดีๆ
ถามว่ายิ้มอะไร
ก็เขินนี่ มันลูบท้ายทอยเหมือนทำตัวไม่ถูก ผมเลยยิ่งสงสัย
เขินอะไรล่ะ
ก็นายมองอะไรล่ะ อยู่ๆมานั่งจ้องกันแบบนี้ ฉันก็เขินเป็นนะ
ไอ้บ้า
ตอบแบบนี้แสดงว่ามันรู้ตัวว่าถูกผมแอบมองมาตั้งแต่ต้น เหอะ แล้วก็แกล้งปั้นหน้าเฉยมาตั้งนานนะ ผมหันหน้าหนี แต่ก็ยอมรับไปตามตรง
ใครใช้ให้นายหน้าตาดีล่ะ ภูมิใจล่ะสิมีคนมานั่งชมแบบนี้น่ะ
เวลาถูกผู้ชายด้วยกันชม นายภูมิใจไหม
ถามทำไม
อยากรู้
ก็แล้วแต่ว่าจะชมว่ายังไง ถ้าหล่อหรือเท่ก็ดีไป แต่ถ้าใครมันเจือกสะแหลนพูดว่าฉันน่ารักล่ะก็บอกมันเก็บปากไว้กินข้าวดีกว่า อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ แล้วมันก็เงียบต่อไป ผมเองก็เริ่มรู้สึกว่าการนั่งรอฝนหยุดตกเนี่ยมันเสียเวลาโดยใช่เหตุ เลยล้วงโทรศัพท์ออกมาจากเป้ โทรหารุ่นพี่คนนั้นตอนนี้เลยดีกว่า
นายก็เรียนที่นี่เหรอ
เสียงทุ้มถาม ผมกำลังง่วนกับการกดหาเบอร์โทรก็ครางตอบรับไปสั้นๆ
อยู่ปีอะไรแล้ว
ปีหนึ่ง นายล่ะ อย่าบอกนะว่าปีเดียวกัน
ผมถามกลับพลางแนบโทรศัพท์กับหู หมอนั่นแค่ยิ้ม เห็นว่าผมกำลังต่อสายเลยหุบปากเงียบเช็ดผมไปพลางๆ เสียงเพลงรอสายของรุ่นพี่อาคานิชิ จินเป็นเพลงสากลยุคเก่าที่ผมเองก็ชอบมาก นึกอยากให้เจ้าของเครื่องติดธุระรับสายไม่ได้ตอนนี้ ผมจะได้ฟังมันไปเรื่อยๆ เพลงเพราะๆแบบนี้ เข้ากับบรรยากาศตอนฝนตกดีออก
แต่ความหวังของผมเป็นอันต้องถูกขัดด้วยเสียงนุ่มๆที่ดังตอบกลับมา
โมชิ โมชิ จินพูด
เอ่อ......รุ่นพี่อาคานิชิใช่ไหมครับ คือ ผมคาเมนาชิ คาซึยะครับ ผมเป็นเพื่อนของฮิโรกิ ที่บอกว่าจะขอยืมหนังสือเรียนวิชาวรรณคดีกับทัศนศิลป์ของรุ่นพี่น่ะครับ ไม่ทราบว่ารุ่นพี่นิชิกิโดบอกรุ่นพี่หรือยังครับว่าผมจะโทรมา........ฮัลโหล ได้ยินไหมครับ
ไม่มีการตอบรับจากปลายสาย ผมนิ่วหน้า มองหน้าจอสัญญาณก็ชัดเจน สายก็ยังไม่หลุด ผมยังได้ยินเหมือนเสียงฝนตกจากปลายสายด้วยซ้ำ ผมกรอกเสียงลองดูอีกครั้ง
ฮัลโหล รุ่นพี่ ได้ยินไหมครับ
ได้ยิน
คราวนี้เสียงนั้นชัดเจนจนผมต้องชะงัก หันไปมองคนข้างตัวช้าๆ เจ้านั่นเลิกเช็ดผมแล้ว ผ้าขนหนูผืนเล็กพาดอยู่บนไหล่กว้าง ในมือหมอนั่นมีโทรศัพท์แบบพับได้เปิดค้างอยู่ ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกจนเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองให้ผมดูเต็มๆตา ตัวอักษรภาษาอังกฤษมันทำให้ผมต้องสะกดทีละคำช้าๆ
คาเมะจัง!!!
เฮ่ย!! ใครเอาชื่อผมไปโชว์หราอยู่ในนั้นวะ

เมะจ๋า เวลาคุยเนี้ยไม่ได้ยินเสียงคนข้างๆลยหรอ55
จินตั้งชื่อว่าคาเมะจังด้วยอ่ะ
น่ารักเชียว
ไปอ่านต่อแล้วนะค้าบ
by :
minako
[2006-09-28 17:50:18]
หูว หวานขนาดนี้คนอ่านก็ไม่ไว๋แล้วนะคะ ใจละล๊าย ละลายไปกับจินแล้วน้าคะเนี่ย ฮึๆคาเมะจังก็
ไม่มีแบบว่าแอบรงแอบรักบ้างเลยช่ายมะเนี่ย หึๆ จินมีแอบเขินด้วยเหอะ ผช.มองกันไม่เขินหรอ
(ผช.หน้าสวยอย่างคาเมะแบบนี้ด้วยแล้วละก็...)
by :
akachan
[2006-10-04 10:54:22]
อ๊าย !! คาเมะชมจินซะอย่างงี้เลยเหรอ ? อิอิ
นั่งอยู่ใกล้กันแท้ ๆ .. นู๋เมะ ^^''
น่ารักจิง ๆ อ่ะ ชอบ ๆ *
by :
dashiiz
[2006-10-20 10:52:39]
คาเมะน่ารักชะมัดเลยค่ะ ชมกันซึ่งๆหน้าเลยนะ
จินขำดี ชอบๆค่ะ
ชอบตอนโทรศัพท์ด้วย น่ารักมากๆเลยค่ะ
by :
i r is
[2006-12-25 18:59:31]
ขอโทษค่ะ เม้นผิดตอน อันบนเป้นของตอน 3 นะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ
by :
i r i s
[2006-12-25 19:00:20]
อ๊าก ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย
ตกลงว่ามันเป้นเม้นของตอน 4 แหละค่ะ เรา freak ไปแล้ว ขอโทษมากๆจริงๆนะคะ
by :
i r i s
[2006-12-25 19:01:06]
โหคาเมะนึกสภาพไม่ออกเลยว่าจะทำหน้ายังงัย ทีนี้ตัวจริงเสียงจริง
by :
pink75
[2006-12-27 12:55:12]
kawaiine
Jin kun kawaiinaa ^^
by :
namjinme
[2006-12-27 13:15:31]
น่าร๊กกกก
นู๋ละลายไปล่ะ
หวานมากๆๆเลย
ชอบจัง
by :
kazuyako
[2006-12-28 00:01:07]
narak Mak2
Huuuuuu
^---^
by :
kabankz
[2006-12-28 20:51:19]
เฮือกอ่านไปลงแดงไป้วยเจ้าค่ะ
น่ารักมากมายอ่ะ
บังเอิญหรือจงใจติดฝนที่เดียวกันด้วยอ่ะ
จินก็เขินน่ารักเชียวมีการเขินอาย(เป็นด้วยรึเจ้า)
อ่านต่อๆๆๆไม่ไหวแล้วจะบ้าน่ารักมากค่ะเรื่องนี่
by :
ploy
[2007-01-04 15:06:23]
คาเมะนี่เอ๋อจิงๆเลย ฮิๆๆๆๆๆๆๆ
by :
aiai
[2007-01-11 02:18:54]
โรแมนติกมากๆๆๆๆๆเลยอะ.....อะไรจะน่ารักโรแมนติกแบบนี้น้า...จินก็เท่ห์มาเชียว
ว่าแต่คาเมะจังก็นะห้าวซะ....น่ารักดีค่ะ....(แอบสงสัยอะ คาเมะเรียนคณะอะไรอะ...)
by :
jink
[2007-03-11 22:57:33]
น่ารัก น่ารักมากๆๆๆๆ โรแมนติกสุดๆๆไปเลยอะ....แบบว่านะจินเรื่องนี้เป็นอะไรที่เท่ห์
ดูดีมากๆๆๆๆเลยอะ....
by :
Jink
[2007-03-11 23:33:44]
|