[Hello] ประกาศย้ายบ้านค่ะ ...
Heart's Tales_16
Heart's Tales_15
Heart's Tales_14
Heart's Tales_13
Heart's Tales_12
Heart's Tales_11
Heart's Tales_10
Heart's Tales_09
Heart's Tales_08
Heart's Tales_07
Heart's Tales_06
Heart's Tales_05
Heart's Tales_04
Heart's Tales_03

1 | 2 |>>


All (17)
default (17)



สมัครสมาชิก | Login


All (0)
default (0)



Kiraz 's Fix
KyuMin Board
SM FIX
Order Fix
MidnightFix



Heart's Tales_08
2006-09-11 03:13:12

 
 
จะเป็นอะไรก็ไม่ให้เป็นทั้งนั้นแหละ!!
 
 
คนนิสัยแบบนี้ผมไม่เสียเวลาคบให้เปลืองหัวหรอก แม่ง มันจะทำตัวเป็นคนดีจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตเลยหรือไงวะ ขนาดโดนผมพาลแล้วพาลอีก ชักหน้าตาทั้งโกรธทั้งขึ้งใส่ ประชดเหน็บแนมจนสาแก่ใจ หมอนั่นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะตอบโต้สักคำ อยากกวนก็กวนหน้าซื่อๆ พอไม่อยากพูดมันก็หุบปากเงียบไม่สนใจ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
 
ตกลงมันเป็นคนปกติหรือเปล่าเนี่ย
 
ผมเองเสียอีกที่เป็นฝ่ายออกโรงเต้นงิ้วอยู่คนเดียว เพราะหมอนั่นนอกจากจะทำเป็นมองไม่เห็นความไม่พอใจของผมแล้วมันยังทำหน้านิ่ง อาสาขนหนังสือมาส่งให้ผมอีกหน้าตาเฉย ไม่โกรธ ไม่เคือง แต่ไม่พูดไม่จาตลอดทาง ไอ่เหี้ยยย แบบนี้มันน่าโดดลงจากรถให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
 
แต่จะให้ทำจริงๆผมก็ไม่กล้าเลยได้แต่นั่งเบือนหน้าออกไปนอกรถคันสวยของมัน ทนเก็บปากเก็บคำด้วยความอึดอัดใจอย่างเหลือแสน พูดเท่าที่ต้องพูดคือบอกทางคนขับสองสามประโยคแล้วก็ขอบคุณที่มันอุตส่าห์พาผมมาส่งให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
 
“ตั้งใจทำงานล่ะ”
 
คุณชายเธอยังมีใจบอกกับผมหลังจากที่ขนหนังสือมาให้ถึงหน้าประตูบ้าน ผมพยักหน้ารับส่งๆ อคติและโมหะมันทำให้ใจผมไม่ค่อยจะซาบซึ้งกับความหวังดีของมันเท่าไหร่ พอไอ้คนตัวสูงพูดเสร็จผมก็ไม่พูดต่อ ยืนลอยหน้าลอยตามองดินมองหญ้ามองฟ้าและอากาศ รอให้มันถอยกลับไปก่อนโดยไม่มีการเชิญเข้ามานั่งทานน้ำในบ้านตามมารยาทเจ้าของบ้านที่ดี
 
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรไปละกัน”
 
หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเงียบอยู่นาน จินก็พูดเสริมขึ้นมาอีก คราวนี้ผมยอมหันไปมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง สีหน้าและแววตาของอาคานิชิจินคนเดิมมันกลับมาให้เห็นอีกครั้ง หลังจากใช้เวลานั่งเงียบมาในรถหมอคงตัดสินใจถอดหน้ากากคนไม่แคร์โลกออกชั่วคราว ผมเลยได้เห็นจินคนแรกที่ได้เจอเมือตอนก่อนทะเลาะกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายยอมลงให้ผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำตัวปัญญาอ่อนไม่เข้าใจ
 
“ขอบใจ”
 

ผมตอบสั้นๆ แล้วก็ยืนเฉยอย่างนั้นต่อ น่า.....ถึงจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรมากมาย แต่จะให้ยอมฉีกยิ้มอารมณ์ดีให้เลยทันทีผมก็ทำไม่ได้หรอก แต่อีกใจมันก็ร้องบอกว่าเพราะผมไม่อยากทำเองล่ะมากกว่า ถูกต้องอย่างที่สุดครับท่าน ส่วนหนึ่งผมก็แสดงให้เห็นแล้วว่าถ้าอีกฝ่ายยอมลงให้ผมก็แฟร์พอที่จะยอมเลิกลาด้วย แต่ส่วนหนึ่งนั้นมันก็ต้องทำให้เห็นกันไปเลยว่าถ้าคิดจะเป็นเพื่อนผมก็ต้องรู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครละเลยและไม่สนใจผม ถ้าคิดจะเล่นสงครามเย็นแล้วมาง้อกันทีหลังแบบนี้ มันไม่ใช่วิธีการที่ดีเท่าไหร่หรอก

 
 

หากอยากจะคบกัน ข้อเดียวที่อาคานิชิจินต้องท่องให้ขึ้นใจ คือ อย่าขัดใจท่านคาเมะคนนี้

 
 
“ฉันกลับล่ะนะ”
 
“อื้อ ไม่ส่งนะ”
 
“ไม่เป็นไร เข้าบ้านไปเถอะ”
 

ผมพยักหน้ารับแล้วก็หันหลังจากตรงนั้นมาแบบไม่มีการอาลัยอาวรณ์ แอบเห็นเจ้านั่นมันยืนก้มหน้าเดาะกุญแจในมือเล่นครู่หนึ่งถึงยอมถอยไปจากประตูบ้านผม ก่อนเสียงเครื่องยนต์แรงสูงจะแล่นขึ้นเนินไกลออกไป ดูท่าแล้วหมอคงสำนึกได้แล้วว่าไม่น่ามาเสียเวลากับเด็กแบบผมเลย ให้ตาย ประมาณนั้น

 
 
 
ผมแวะบอกให้เจ้าน้องชายตัวแสบมันออกไปเอาจักรยานที่สถานีให้แล้วก็จัดการอาบน้ำแต่งตัวจนสดชื่นชึ้นมาอีกเยอะ ลากกล่องหนังสือมาวางตรงหน้าแล้วก็เริ่มสำรวจมันทีละเล่ม นอกจากหนังสือยังมีสมุดเล็คเชอร์วิชานี้แถมมาด้วยอีกสองเล่ม เห็นความรอบคอบของคนให้แล้วมันก็ทำให้ผมต้องหยุดคิดอีกครั้ง
 
ความสงสัยมันลอยกรุ่นขึ้นมาในใจราวกับมีใครไปกวนตะกอนก้นบึงให้แตกตัวออกช้าๆ ปกติแล้วผมเป็นคนแบบนี้หรือ ผมเอาแต่ใจ โมโหง่าย แล้วก็เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เลิกลาแบบนี้หรือเปล่า
 
ตอบได้ทันทีว่าไม่ใช่
 
ถึงผมจะเอาแต่ใจไปบ้างตามประสาคนที่มากับการเอาอกเอาใจของคนรอบข้างแต่ผมก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เหลิงจนแยกแยะอารมณ์กับเหตุผลไม่ได้ แค่เรื่องเล็กน้อยที่ไปถามเรื่องส่วนตัวแล้วเจ้าตัวเค้าไม่ยอมบอก มันควรจะเป็นเหตุผลที่ผมต้องโกรธอย่างนั้นหรือคาเมะ
 
น่าแปลกผมเคยถามเรื่องนี้กับยามะ พอเจ้านั่นไม่ตอบผมก็ยังไม่เห็นจะเคืองมันเท่านี้ หรือว่าที่ผมไม่พอใจเป็นเพราะปฏิกริยาไม่สนใจที่อีกฝ่ายแสดงออกมากกว่าเหตุผลที่โดนปฏิเสธ
 
 

แล้วทำไมผมต้องไปสนใจปฏิกริยาของหมอนั่นด้วย

ไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

 

 
 
 
 
“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
 
เสียงแหบๆของคนข้างตัวผมเอ่ยขึ้น แถมยังเอามือเกาท้ายทอยเป็นการประกอบอีกแน่ะ เจ้าปลาทองมองหน้าหนังสือที่กางไว้แล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างอับจนหนทาง
 
“แค่ภาษาญี่ปุ่นก็จะตายอยู่แล้ว ไม่ต้องถามถึงภาษาอังกฤษเลย บอด บอดสนิทงานนี้”
 
“เอาไงดีล่ะ ฉันก็อ่านมาผ่านๆรอบหนึ่งแล้วยังไม่เข้าหัวเลย ฮิโระ มันไม่มีฉบับแปลแล้วเหรอ”
 
“ไม่ กลุ่มอื่นก็ต้องใช้แบบเราเหมือนกัน พยายามเข้านะคาเมะ อีกไม่กี่วันเราต้องเอาความคืบหน้าไปเสนออาจารย์แล้วนะ แต่ก่อนหน้านั้นนายต้องเอาส่วนที่ฉันแบ่งให้ไปมาเคลียร์กันก่อน บอกเลยว่างานนี้เลื่อนไม่ได้อีกแล้วนะ”
 
เพื่อนหน้าหวานแต่นิสัยมันไม่ยักกะหวานเหมือนหน้าบอกผมยิ้มๆ ตรงหน้าฮิโรกิก็มีตำราภาษาอังกฤษของอีกวิชาหนึ่งกางรออยู่เช่นเดียวกัน ผมทำหน้าม่อย ยามะพีเองก็มีงานอื่นต้องทำจะให้ช่วยก็คงไม่ดีนักแต่จะให้ผมเปิดตำราหนาขนาดปาหัวหมาสลบมาแปลแล้วก็สรุปใจความให้ทันก่อนวันศุกร์นี้มันก็ดูเหนือบ่ากว่าแรงเกินไปจริงๆ
 
“ฉันจะทำทันไหมเนี่ย ทำไมคนเขียนมันต้องใช้ภาษายากขนาดนี้ด้วยว้า แล้วคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเนี่ยไม่มีใครขยันลุกขึ้นมาแปลเล่มนี้บ้างหรือไง”
 
“ถ้ายังไม่มีคนแปล นายก็หาคนสักคนมาช่วยแปลสิ”
 
ฮิโรกิแนะนำยิ้มๆ ฟังแล้วก็เข้าท่าอยู่หรอก ในคณะผมมีพวกรับจ้างแปลงานเยอะแยะแต่จะมีใครมันอาสารับงานด่วนแบบนี้บ้าง่ชล่ะ ตำราหนาภาษายากขนาดนี้ เค้าก็ต้องใช้เวลาแปลทั้งเดือนเป็นอย่างต่ำ ผมถอใจยาวอย่างหนักอก ซบหน้าลงกับกระดาษว่างปล่าตรงหน้าอย่างอ่อนแรง
 
“ยากจริงเว้ย วรรณคดีกับทัศนศิลป์ๆๆ ใครก่อตั้งวิชานี้ขึ้นมาวะ”
 
“เอาน่า ฉันจะรีบเคลียร์งานนี้ให้เสร็จแล้วมาช่วยนายนะ อดทนหน่อยสิคนเก่ง”
 
 
เจ้าของตาโตเกยคางกับไหล่ของผม ปลอบแกมให้ความหวังตามแบบฉบับเพื่อนที่แสนประเสริฐเป๊ะ ผมทำเสียงรับรู้ มันก็ซุกๆหน้ามาใหญ่ ผมรู้ว่ามันเป็นวิธีปลอบใจของยามะพีนั่นแหละ เจ้านี่มันชอบสัมผัส บอกว่ารู้สึกดีเวลาได้แตะต้องกับคนที่ชอบ พอได้คลอเคลียครั้งแรกแล้วผมไม่ว่าก็เลยอ้อนใหญ่ตั้งแต่นั้นมาจะสุขจะเศร้าเจ้าปลาทองก็จะต้องอ้อนเอาหน้ามาซุกไหล่ผมทุกครั้งไป
 
 
“รีบทำให้เสร็จนะยามะ ความหวังของฉันฝากไว้ที่นายนะ”
 
“รู้ ฉันไม่ทำให้คาเมะผิดหวังหรอกน่า ระหว่างนี้ก็ต้องทำไปเรื่อยๆนะเผลอๆอาจจะเสร็จก่อนฉันก็ได้” ยิ้มหวานพร้อมกระชับแขนที่โอบไหล่ผมให้แน่นเข้า เออ อยู่อย่างนี้แล้วสบายจังเลยแฮะ จะว่าไปแล้วผมก็ชอบเวลาที่ได้ซุกตัวใกล้ๆกับยามะพีนะ มันให้ความรู้สึกสบายทั้งตัวแล้วก็ทั้งใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกเหมือนกันกับเราด้วยล่ะมั้งมันถึงวางใจ ผมคงใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยไปมากกว่านี้ถ้าฮิโรกิไม่กระแอมขึ้นมาเสียก่อน
 
“ถ้าจะมานั่งคร่ำครวญก็รีบทำซะ ทั้งสองคนนั่นเลย”
 
“เหย คนจะหวานกันก็ต้องขัดคอด้วยนะคนเรา”
 
“มัวแต่หวานกันจะได้ขมปลายเทอมแน่ รีบทำเข้าคาเมะ เสร็จงานชิ้นนี้แล้วฉันจะช่วย”
 
“ฮิโรกิคนดี น่ารักที่สุดในโลกเลย”
 
ผมแทบจะโผเข้ากอดร่างโปร่งบางนั้นอีกรายถ้าเจ้าตัวมันไม่เอาดินสอกดในมือสะกัดกลางหน้าผากผมไว้เสียก่อน ยามะพีหัวเราะขำๆแล้วก็หันไปสนใจงานของตัวเองต่อ พอเห็นทางออกอันสดใสรออยู่ตรงหน้าก็ทำให้อารมณ์ผมแช่มชื่นขึ้นมาทันตา
 
“แต่ระหว่างนี้นายต้องทำไปก่อนนะ ทำให้ได้มากที่สุดเพราะฉันไม่แน่ใจว่างานตัวนี้มันจะเสร็จทันหรือเปล่า อ้อ ลองให้รุ่นพี่อาคานิชิช่วยก็ได้นะคาเมะ เรียวจังบอกว่าเค้าถนัดสายนี้ ตอนเรียนก็ได้เอคนเดียวของคลาสด้วย”
 
คำแนะนำของฮิโรกิทำให้ผมคิดไปถึงเรื่องที่อาคานิชิจินเคยพูดไว้ หมอนั่นบอกว่าถ้ามีอะไรก็ให้โทรไปถามได้ตลอดเวลา ให้ถือว่าเค้าเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม แต่ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อไปหาฝ่ายนั้นอีกเลย แถมยังทำกริยาแย่ๆส่งจินกลับบ้านไปอีก แบบนี้แล้วจะกล้าไปขอความช่วยเหลือเค้าอีกเหรอคาเมะ
 
ผมส่ายหน้าดิก
 
“ไม่ดีหรอก เค้าก็มีงานของเค้าแค่ยืมหนังสือมานี่ก็เกรงใจแล้ว”
 
“งั้นก็ตามใจ”
 
“ค่อยๆทำไป ไม่ต้องเครียด” ยามะพีคงเห็นว่าผมชักจะหน้านิ่วเลยคลึงนิ้วนวดตรงหว่างคิ้วให้อย่างใจดี เพื่อนรักของผมส่งน้ำเย็นๆป้อนให้ถึงปาก พึมพำปลอบเสียงนุ่ม “           เยอะกว่านี้ก็เคยผ่านมาแล้ว งานแค่นี้ ทำเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”
 
“เดี๋ยวเดียวน่ะต้องก่อนศุกร์นี้นะ แล้ววันนี้ก็วันอังคารแล้ว ฉันว่าลอง.......”
 
“ฮิโรกิ” เสียงเรียบๆของเจ้าปลาทองเป็นผลให้ฮิโรกิชะงัก ดวงตาคู่สวยเหลือบมองยามะพีนิ่ง ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ ผมมองแล้วก็ชักใจไม่ดี ทำไมทั้งสองคนต้องเครียดกันขนาดนี้ด้วยเนี่ย ยามะพีเองก็เถอะเพิ่งบอกผมว่าไม่ต้องเครียดๆ แล้วดูตัวเองสิ ทำหน้าตาจริงจังใส่ฮิโรกิซะจนผมใจหายแทน
 
แบบนี้มันไม่ค่อยดีมั้ง
 

“เอาล่ะๆ ทำงานใครงานมันไปละกัน ทั้งสองคนก็ทำงานของตัวเองไป ส่วนงานนี้ฉันจะพยายามทำให้เสร็จตามเวลานะ ขอบใจนะฮิโระ ถ้ามันจวนตัวจริงๆ ฉันจะลองดู”

 
 
 
 
 
 
 
 

 

สรุปแล้ววันนั้นผมก็ทำความเข้าใจกับตำราประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตกได้อีกสามหน้าเศษ เมื่อลองมาเทียบเวลาดูแล้ว คำนวนยังไงผลออกมาก็ไม่มีทางทันกำหนดแน่นอน งานของยามะพีและฮิโรกิเองก็เร่งด่วนพอกัน เพราะฉะนั้นก็เหลือทางเลือกสุดท้าย
 
ผมแอบไปสูบบุหรี่หมดไปหลายมวนกว่าจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปตามเบอร์ที่บันทึกไว้เบอร์แรกของรายชื่อ เสียงเพลงรอสายเป็นเพลงคลาสสิกเพลงเดิมที่เคยฟังในวันฝนตกวันนั้น น่าแปลกที่คราวนี้มันนานเสียจนผมต้องกดวางสายไปเองในที่สุด
 
อาคานิชิจินไม่รับสาย
 
ผมแอบเสียฟีลไปหน่อยๆทั้งที่ท่องมาอย่างดิบดีว่าจะเจรจากับหมอนั่นยังไง คิดว่าจะลองโทรอีกทีตอนหัวค่ำแต่พอจะเก็บโทรศัพท์เครื่องมันก็สั่นขึ้นมาเสียก่อน ชื่อที่โชว์หน้าจอเล่นเอาผมกระพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องยืนคิดเป็นนานกว่าจะยอมกดรับสาย
 

 

“ฮัลโหล”
 

 

“คาเมะ?”
 

 





จินเหมือนจะเคืองคาเมะนิดๆหรือเปล่าน่ะ หรือว่าน้อยใจไรใช่เปล่า เมะไม่เดา เราเดาเอง
by : akachan [2006-10-04 11:05:19]


หว่าย .. คาเมะกับพีจังแอบหวานกันนิด ๆ นะเนี่ย ^^''

จินแอบงอนเหรอ ?

by : dashiiz [2006-10-20 11:27:12]


ohhh
Kame chan so por
Kambattene
by : namjinme [2006-12-27 13:51:13]


ท่าทางฮิโระกับยามะต้องมีนอกมีในกับจินแน่ๆ
by : pink75 [2006-12-27 13:53:30]


เหอะๆๆๆไม่เคยต้องระแวงอารายอย่างนี้นี่ดีนะมีให้อ่านต่อเรื่อยๆๆ

ไม่งั้นหนูค้างตายแย่เลยอ่ะค่ะ

ฮิโระเหมือนเชียร์จินเน๊อะ

แต่ยามะอ่ะมีอารายกะจินอ่ะป่าวววเนี่ยยยย
by : พลอย [2007-01-04 15:33:49]


แบบว่าเค้าแอบกิ๊กกัน
by : yuki [2007-01-26 14:16:48]


รักคาเมะจังเลย แต่อยากให้รักกันเร็วๆจังเฮ้อ
by : yuki [2007-02-01 13:56:27]


คาเมะจังตอนนี้แอบไม่น่ารักจริงๆๆอะน้า...ไหงไปโกรธจินแบบไม่มีเหตุผลอย่างนั้นไปได้ละนี่....
by : jink [2007-03-12 00:41:44]